บทที่ 3 ตอนที่2.1ไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว1
ตอนที่2 ไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว
หลังออกมาจากเพนต์เฮาส์หรู โจลีนไม่ได้ไปหาเพื่อน หรือแม้แต่ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนผู้หญิงที่เพิ่งถูกสามีบอกหย่า
เธอแค่เรียกแท็กซี่ แล้วมานั่งอยู่ในห้องพักราคาถูกแถวชานเมืองที่เปิดเช่ารายวัน
ห้องเล็กจนแทบไม่มีที่เดิน ผนังสีครีมเก่าซีดลอกเป็นแผ่น เครื่องปรับอากาศส่งเสียงเบาๆ สลับกับเสียงรถวิ่งด้านนอกเป็นระยะ
ที่พักที่เธอเลือกมาอยู่ต่างจากเพนต์เฮาส์ของภานุราวฟ้ากับเหว ไม่มีอะไรสะดวกสบายสักอย่าง แต่โจลีนก็ยังนั่งอยู่บนเตียงเก่าๆ นั่นอย่างเงียบสงบ สักพักจึงก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือ
[หนึ่งพันล้านบาท]
ยอดเงินมหาศาลอยู่ในบัญชีที่ก่อนหน้านี้แทบจะไม่มีเงินเหลือติดบัญชีเลย แต่ตอนนี้ เธอกลับกลายเป็นมหาเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืนเพื่อแลกกับอิสรภาพของผู้ชายคนนั้น
หญิงสาวมองตัวเลขหลายหลักนั่นอยู่พักหนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ
"ก็ดีเหมือนกัน"
เสียงเธอแผ่วจนแทบเป็นกระซิบ
"สามปีของฉัน อย่างน้อยก็ยังขายได้ราคา"
พูดจบเธอโยนมือถือไว้ข้างตัว เอนหลังพิงหัวเตียงแล้วหลับตาลง
ไม่มีน้ำตา ไม่มีแม้แต่สีหน้าเสียใจ ราวกับคนที่เพิ่งหย่ากับสามีไม่ใช่เธอ
แต่หากมองดีๆ จะเห็นว่า มือข้างซ้ายของโจลีนยังคงกำแน่นอยู่ตลอดเวลาจนเล็บจิกลงบนเนื้อ
เธอนั่งนิ่งอยู่แบบนั้นพักใหญ่ ก่อนค่อยๆ ยกมือขึ้นมอง
รอยแหวนที่เคยประดับบนนิ้วกลางยังเด่นชัดอยู่
เห็นแล้วก็พาลให้นึกถึงเรื่องราวหนเก่า
ในวันแต่งงานวันแรก ภานุเย็นชากับเธอมากเหมือนรังเกียจกันก็ได้ อาจเพราะถูกบังคับให้แต่งกับตระกูลที่มีอำนาจน้อยกว่าด้วยล่ะมั้งถึงทำให้เขามองเธอเป็นเพียงไรฝุ่นที่น่ารำคาญ
วันนั้นเขาสั่งห้ามเธอใส่แหวนบนนิ้วนาง เพราะไม่อยากให้ใครรู้ความสัมพันธ์อันเส็งเคร็งนี้
'ถ้าเธอขัดคำสั่ง ฉันจะตัดนิ้วเธอ'
คำสั่งบ้าๆ นั่นยังชัดเจนอยู่ในหัวของเธอมาจนถึงทุกวันนี้
แต่ก็ตลกสิ้นดี
ตอนนั้นเขาไม่อยากแต่งงานเอาเสียมากๆ แต่ดูตอนนี้เถอะ 'ภานุ สิริ' กลับอ้าแขนรับพี่สาวของเธอด้วยความเต็มใจ
แบบนี้ไม่ใช่เรียกว่าไม่ชอบตระกูล 'เจริญสุข' แล้ว เขาแค่เลือกที่จะรังเกียจเธอเสียมากกว่า หญิงสาวหัวเราะในลำคออีกครั้ง คล้ายสมเพชตัวเอง ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นกระเป๋าเดินทางเก่าๆ ของตนตรงมุมห้อง
นี่คือสมบัติชิ้นเดียวที่เธอมีอยู่ในตอนนี้
ตลอดเวลาที่อยู่กับภานุ เธอแทบไม่ได้แตะเงินเขาเลยด้วยซ้ำ
ไม่ใช่เพราะหยิ่ง แต่เพราะเธอรู้ดีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับเขามันเปราะบางเกินกว่าจะเอาเงินเข้ามาเกี่ยว
และอีกอย่าง…โจลีนไม่เคยคิดจะอยู่กับเขาเพราะเงินตั้งแต่แรก นั่นเพราะเธออยากจริงใจกับเขา
คิดมาถึงตรงนี้ก็ทำให้อยากถอนหายใจอีกครั้ง
ในสายตาคนนอก ทุกคนมักมองว่าเธอโชคดีที่ได้แต่งเข้าตระกูลสิริ มีกินมีใช้ไปทั้งชีวิต แต่มีแค่โจลีนคนเดียวที่รู้ว่า…
ชีวิตหลังแต่งงานมันไม่ได้สวยหรูเลยสักนิด
'อยู่ให้เป็นในที่ของเธอ อย่าล้ำเส้นในเรื่องที่ไม่สมควร'
นั่นคือประโยคเตือนที่เขาพูดหลังจดทะเบียนสมรส
และตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอก็ทำตามอย่างดีมาโดยตลอด ดีจนชนิดที่ว่า สุดท้ายเขายอมจ่ายถึงพันล้านเพื่อไล่เธอออกจากชีวิต
นึกมาถึงเรื่องราวตรงนี้แล้ว เธอก็ยิ้มออกมาอีกครั้งด้วยความขมขื่นระคนสมเพชในสิ่งที่ตัวเองเคยเจอ
ครืด... ครืดดด...
มือถือบนเตียงดังขึ้น โจลีนปรายตามองชื่อบนหน้าจอ แววตาของเธออึมครึมลงเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อคนโทร.มา
'คุณหญิงวาริน'
ภรรยาเจ้าของตระกูลเจริญสุข
หรือก็คือ…แม่บุญธรรมของเธอ
หญิงสาวจ้องสายเรียกเข้านิ่งๆ อยู่สองวินาที
ก่อนกดรับ
ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงปลายสายก็ดังขึ้นทันที
"แกอยู่ไหน"
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ฟังดูเหมือนห่วงใยเลยสักนิด แน่ล่ะ ผู้หญิงคนนี้พูดจาดีๆ กับเธอได้สิแปลก
โจลีนเหยียดยิ้มก่อนจะตอบ
"ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะถาม วันนี้มาแปลกนะคะ"
ปลายสายเงียบไปอึดใจ คล้ายไม่คิดว่าเธอจะตอบกลับแบบนี้ ก่อนเสียงห้วนจัดของคุณหญิงวารินจะดังขึ้นอีกครั้ง
"แกกำลังกวนฉันอยู่เหรอ"
"เปล่านี่คะ"
โจลีนตอบเรียบๆ พลางเอนศีรษะพิงผนังหัวเตียง
"หนูแค่ตอบตามความจริง"
"ยอกย้อนนักนะ นังลีน!"
"อะไรกันคะ หนูพูดจาไม่ดีตรงไหน อย่าปรักปรำกันสิ"
แต่ก่อนเธอก็ไม่ได้เป็นคนแข็งกระด้างแบบนี้หรอก แต่พอเมื่อหนึ่งปีก่อนได้รู้ความจริงว่าตัวเองถูกขอมาเลี้ยงตั้งแต่ตอนสี่ขวบ ก็เข้าใจดีทั้งหมดว่าที่ผ่านมา...ทำไมคนบ้านนี้ถึงไม่ค่อยรักเธอเลย
"มีอะไรหรือเปล่าคะ ถึงโทร.หาดึกขนาดนี้"
"อีกสองวันแกต้องไปช่วยยัยสาลองชุด"
คำพูดนั้นทำให้แววตาโจลีนหม่นแสงลงทันที
ลองชุดหมั้นน่ะหรือ...
หึ เร็วดีเหมือนกัน
เพิ่งขอหย่าเมียวันนี้ อีกสองวันก็จะพาว่าที่คู่หมั้นไปลองชุดแล้ว
"ไม่ว่างค่ะ"
"นังลีน!"
"มันหมดหน้าที่ของหนูแล้วนะคะ" เธอพูดแทรกขึ้น "คงไม่จำเป็นต้องไปทำหน้าที่น้องสาวที่แสนดีอีก"
เป็นอีกครั้งที่ปลายสายถึงกับต้องเงียบ คงกำลังตกใจต่อท่าทีต่อต้านของเธอที่นับวันจะมีมากขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อน เธอคือเด็กหัวอ่อน ใครจะดึงจมูกไปทางไหนก็ได้เพื่อแลกกับความรักอันน้อยนิด
แต่พอมันไม่เคยได้รับความรักความหวังดีจากใครเลย เธอจึงไม่คิดจะง้อให้ใครมารักอีกต่อไปแล้ว
